LinMO รัน Linux บน Virtualization.framework ของ Apple แล้วเปิดแอพ Linux แต่ละตัวเป็นหน้าต่าง Mac ของตัวเอง copy-paste ได้ ลากไฟล์ได้ เปิดจาก Spotlight ได้ และใช้พอร์ต SSH กับ Docker ของ Linux จาก Mac ได้เลย
แอพ Linux ทำงานร่วมกับ Mac ได้แทบไม่ต่างจากแอพ Mac ทั่วไป ตั้งแต่หน้าต่าง คีย์บอร์ด clipboard ไฟล์ เสียง ไปจนถึงเครือข่าย
แอพ Linux แต่ละตัวเปิดเป็นหน้าต่างของตัวเองบน Mac คมชัดบนจอ Retina และลื่นเพราะส่งเฉพาะส่วนที่เปลี่ยน ขยายหน้าต่างได้เต็มจอ Mac
copy-paste ได้ทั้งข้อความและรูปภาพ ทั้งสองทาง แม้ข้อความยาวหรือรูปใหญ่
พิมพ์ผ่านระบบพิมพ์ของ Mac สลับภาษาด้วยปุ่มเดิมที่คุ้นมือ และตัวแอพ LinMO เลือกเมนูไทยหรืออังกฤษได้
เลือก Debian 13, Ubuntu 24.04 หรือ Fedora ตั้งชื่อผู้ใช้ แล้วรอ แอพดาวน์โหลด ตรวจไฟล์ และตั้งค่าให้หมด
พักเครื่องที่รันอยู่ แล้วกลับมาที่แอพและไฟล์ที่เปิดค้างไว้ได้ในไม่กี่วินาที
บันทึกสถานะเครื่องแล้วย้อนกลับได้ในไม่กี่วินาทีด้วย APFS clone และมี snapshot "หลังติดตั้งเสร็จ" ให้อัตโนมัติ
คัดลอกเครื่องทั้งเครื่องได้ทันที ไว้ลองของเสี่ยง ๆ โดยไม่กินพื้นที่ดิสก์เพิ่มเท่าตัว
Linux เล่นเสียงออกลำโพง Mac และใช้ไมโครโฟนของ Mac ได้เมื่อเปิดสวิตช์
รันโปรแกรม Linux รุ่น x86_64 ได้ และเปิดใช้กับเครื่องที่สร้างไปแล้วก็ได้
ปุ่ม Wine ติดตั้งให้ รวมถึง WineHQ + Rosetta สำหรับแอพ Windows 64 บิต แล้วดับเบิลคลิกไฟล์ .exe / .msi ได้เลย
ตัวช่วยใน Linux อัปเดตทุกครั้งที่เปิดเครื่อง ฟีเจอร์ใหม่ของ LinMO จึงถึงเครื่องเองโดยไม่ต้องติดตั้งซ้ำ
XFCE ที่เบาและเร็ว หรือ GNOME บน Debian และ Ubuntu เปิดเครื่องแล้วเข้า desktop เลย
แยกเครื่องเรียน เครื่อง dev และเครื่อง lab ออกจากกัน แต่ละเครื่องมีแอพและการตั้งค่าของตัวเอง
ติดตั้งจาก ISO แบบ ARM64 หรือเริ่มจากไฟล์ดิสก์ .img, .raw และ .qcow2
มี lock กันไม่ให้ LinMO สองตัวเปิดเครื่องเดียวกัน และเขียนดิสก์แบบ fsync เพื่อกันไฟล์เสีย
LinMO จำรายการแอพของแต่ละเครื่องไว้ ถ้าเครื่องยังปิดอยู่ แค่เลือกแอพ LinMO จะเปิดเครื่องให้แล้วเปิดแอพเป็นหน้าต่างแยกเมื่อพร้อม
~/Applications/แอพ Linux (LinMO)ไม่ต้อง mount ไม่ต้องก๊อปไฟล์ แก้ใน Finder แล้วตัวจัดการไฟล์ใน Linux เห็นทันที และทุกที่มีทางลัดอยู่ในแถบข้างของตัวจัดการไฟล์
~/Mac~/MacFolders/<name>~/MacDrives/<drive>รันเซิร์ฟเวอร์ใน Linux แล้วเปิดใน Safari ได้ ต่อ VS Code ผ่าน SSH และสั่ง Docker จาก Terminal ของ Mac
localhost พอร์ตเดียวกัน เมนูพอร์ตบอกว่าโปรแกรมไหนใช้พอร์ตไหน~/.linmo/<ชื่อเครื่อง>.sock คัดลอกคำสั่งเดียวก็ได้ docker context บน Macตอนสร้างเครื่อง เลือกชุดโปรแกรมได้ทันที LinMO ติดตั้งให้ระหว่างตั้งค่าครั้งแรก
man, vim, htop และเครื่องมือพื้นฐานสำหรับฝึกใช้คำสั่ง
VS Code, Docker, Python, Node.js, Go, Java
nmap, Wireshark, John, hashcat, sqlmap
JupyterLab, pandas, scikit-learn, R + tidyverse
GIMP, Inkscape, Krita, Blender, darktable, Scribus
กลับมาทำงานต่อจากจุดเดิมได้ทันที ตอนปิดแอพก็เลือก "พักเครื่องแล้วปิดแอพ" ได้
พอร์ต Linux ใช้ที่ localhost, SSH ตั้งแต่พอร์ต 2222 และ Docker ผ่าน socket บน Mac
ไดรฟ์ที่เสียบกับ Mac โผล่ที่ ~/MacDrives พร้อมทางลัดในแถบข้างสำหรับผู้ใช้ทุกคน
แชร์โฟลเดอร์เพิ่มที่ ~/MacFolders และคัดลอกเครื่องได้ทันที
ใช้ไมค์ของ Mac ใน Linux ได้ มี snapshot สภาพเพิ่งติดตั้ง และไม่ต้องรันตัวติดตั้ง Tools ซ้ำอีก
เลือก ไทย หรือ English ใน Settings และมีคู่มือสองภาษาในเมนู Help
ติดตั้งไดรเวอร์เสียง virtio และ PipeWire ให้อัตโนมัติ
Firefox บน Wayland ขนาดถูกต้อง ขยายหน้าต่างได้อิสระ Firefox แบบ snap เปิดได้ และคลิกปุ่มในหน้าต่าง dialog ได้
กด + แล้วเลือก Debian, Ubuntu หรือ Fedora
เลือกชุดโปรแกรม XFCE หรือ GNOME ตั้งชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และภาษา
ดาวน์โหลดครั้งแรกราว 450–600 MB ครั้งต่อไปใช้ไฟล์เดิมได้ทันที
ตั้งค่าครั้งแรกราว 10–30 นาที ดูความคืบหน้าที่แถบด้านล่าง แล้วกด "หน้าต่างแยก"
ฟรี โอเพนซอร์ส และสร้างบนเทคโนโลยี virtualization ของ Apple เอง